Showing posts with label spain. Show all posts
Showing posts with label spain. Show all posts

Friday, August 5, 2016

เที่ยวงานประจำปีเมืองอัลมาซาน (28 Dec 2014)


เมืองอัลมาซาน (Almazán) ตั้งอยู่ในจังหวัดซอเรีย (Soria) ของสเปน เมืองเล็กๆ เช่นอัลมาซานก็คล้ายกับเมืองเล็กเมืองอื่นของสเปนคือคนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในเมืองเป็นคนวัยกลางคนและคนแก่ ส่วนคนหนุ่มสาวส่วนมากเดินทางไปทำงาน หรือศึกษาเล่าเรียนในเมืองใหญ่อื่นๆของสเปน หรือไม่ก็เดินทางไปเรียนและทำงานในประเทศอื่นในกลุ่มประเทศอียูที่มีเศรษฐกิจและการศึกษาดีกว่า สำหรับเทศกาลคริสต์มาสแล้วประเทศตะวันตกรวมถึงสเปนจะเป็นช่วงเวลาที่คนในครอบครัวจะกลับมาเยี่ยมบ้านหรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลารวมญาติ (Family reunion) ก็ว่าได้ ณ เมืองอัลมาซานในช่วงปีใหม่ของทุกปีจะมีงานวิ่งแข่งขันประจำปีโดยผู้แข่งขันทุกคนลงทะเบียนเพื่อรับหมายเลขเข้าแข่งขัน ผู้ชนะจะได้ถ้วยรางวัล ส่วนผู้ร่วมแข่งขันทุกคนก็ได้รับรางวัลจากการจับรางวัลแทน รางวัลส่วนใหญ่เป็นอาหาร (รางวัลใหญ่ที่สุดก็คือแฮมหรือที่ชาวสเปนเรียกว่า Jamón) และเครื่องดื่มต่างๆ 


เทศกาลประจำปีในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ที่เมืองอัลมาซาน จังหวัดซอเรีย ประเทศสเปน

Thursday, August 4, 2016

ประชุมวิชาการ ณ เมืองบิโตเรีย-แกสไตซ์ (Vitoria-Gasteiz) แคว้นบาสค์ (Basque) ประเทศสเปน (18-22 July 2011) (ตอนที่ 1)

ทริปนี้จำได้ว่าเป็นทริปแรกเลยที่มีโอกาสเดินทางไกลข้ามทวีปไปฝั่งยุโรปอารมณ์แบบว่าตื่นเต้นพอสมควรเพราะครั้งนี้ผมจะต้องไปนำเสนองานวิจัยแบบปากเปล่า (Oral presentation) งานประชุมวิชาการ 6th Congress of the EuropeanMalacological Societies (CEMS) ที่จัดขึ้นที่เมือง Vitoria-Gasteiz ในแคว้นบาสค์ ประเทศสเปน ระหว่างวันที่ 18-22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ก่อนเดินทางก็หาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองนี้พอสมควรและได้ยินว่าแคว้นนี้มีปัญหากับสเปนอยู่เนืองๆ เพราะต้องการแยกเป็นประเทศอิสระเพื่อปกครองตนเองเช่นเดียวกับอีกสองแคว้นของสเปนคือแคว้นกาตาลันและแคว้นอันดาลูเซีย ใจหนึ่งก็กลัวเรื่องความปลอดภัยพอสมควร ไม่ได้บอกทางบ้านด้วยซ้ำเพราะกลัวเค้าจะเป็นห่วง แต่ก็ภาวนาในใจว่าคงไม่มีอะไรหรอก และพอเดินทางไปถึงจริงๆ ก็ไม่มีอะไรจริงๆ ปลอดภัยไร้กังวล

ผมจำได้ว่าออกเดินทางไปสเปนเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ด้วยสายการบิน Qatar Airways เที่ยวบินที่ QR 615 K เวลาตีสองยี่สิบห้านาที เครื่องไปถึงกรุงโดฮาเวลาตี 5 เพื่อแวะพักเครื่อง 2 ชั่วโมง และเครื่องบินอีกทีตอน 7 โมงเช้าและเดินทางถึงสนามบิน Madrid-Barajas Airport เวลาบ่ายโมง 35 นาทีของวันรุ่งขึ้น (วันที่ 17 ก.ค. พ.ศ. 2554)  กว่าจะรอรับกระเป๋าและซื้อซิมโทรศัพท์ที่สามารถต่ออินเตอร์เนทได้ก็ปาเข้าไปบ่ายสองครึ่ง จากนั้นก็ลากกระเป๋าไปต่อรถ Metro ไปยังสถานี Plaza de Castilla และเดินเท้าอีกนิดหนึ่งไปยังโรงแรม Hotel Weare Chamartín (จองไว้ก่อนวันเดินทาง) ซึ่งเป็นโรงแรมระดับสี่ดาวราคาไม่แพงมากและที่สำคัญอยู่ติดกับสถานีรถไฟ Madrid Chamartín Railway Station ซึ่งเป็นสถานีที่จะต้องต่อรถไฟไปยังเมือง Vitoria-Gasteiz  (ที่มาดริดมีสถานีรถไฟหลักอยู่ 2 สถานี อีกสถานีหนึ่งชื่อว่า Madrid Atocha Railway Station)

สถานีรถไฟ Madrid Chamartín Railway Station หนึ่งในสองสถานีหลักในกรุงมาดริด 
สติกเกอร์เพื่อการรณรงค์ประหยัดน้ำมีให้เห็นทั่วไปในห้องน้ำตามโรงแรมต่างๆ ในกรุงมาดริด

พอเช็คอินที่โรงแรมเสร็จก็หาอะไรกินแถวๆ สถานนีรถไฟ และซื้อตั๋วรถไฟเที่ยวเช้าเวลาแปดโมงของวันที่ 18 ก.ค. เพราะใช้เวลาเดินทางโดยรถไฟอีกประมาณ 5 ชั่วโมงไปยังเมือง Vitoria-Gasteiz จำราคาตั๋วรถไฟไม่ได้ว่าประมาณกี่ยูโรแต่คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณพันเจ็ดร้อยบาทเศษๆ จากนั้นเลยกลับไปพักโรงแรมทันทีเพราะเหนื่อยกับการเดินทางพอสมควร ก่อนนอนก็ตั้งนาฬิกาปลุกปกติคือหกโมงเช้า ตื่นมาตอนเช้าอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยก็ลงไปทานอาหารเช้าที่โรงแรม เช็คเอ้าท์และรอเวลาขึ้นรถไฟ เหลือบมองนาฬิกาของเครื่อง Samsung Galaxy เห็นว่ามีเวลาเหลือเฟือเลยเดินเล่นดูโน่นนี่ฆ่าเวลาซะหน่อย แล้วเดินจะไปขึ้นรถไฟ ปรากฎว่ารถไฟขบวนที่จะนั่งไปมันออกไปได้อีกชั่วโมงแล้ว ด้วยความตกใจว่าทำไมรถไฟออกก่อนเวลารีบเดินทางถามเจ้าหน้าที่ขายตั๋ว เจ้าหน้าที่ก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ และไล่ผมให้ไปที่ Information Center ไปถึงก็ไปโวยวายกับเจ้าหน้าที่ใหญ่ว่าทำไมรถไฟออกก่อนเวลาฉันซื้อตั๋วเที่ยวนี้แต่นี่ยังไม่ถึงเวลาออกเลย เจ้าหน้าที่ทำหน้างงๆ แล้วชี้ไปที่นาฬิกาที่สถานีบอกว่านี่มันจะเกือบเก้าโมงแล้วคุณ คุณมาสายไปเกือบชั่วโมง ถึงพออ้อเลยครับ เวรกรรมตอนนี้มันหน้าร้อนที่ยุโรปเค้าปรับเวลาให้เร็วขึ้นอีก 1 ชั่วโมงหรือเปล่า เวรกรรม สมองตื้อไปหมด ทำไงดีไม่มีทางเลือกขอเค้าซื้อตั๋วใหม่ทันทีเมื่อให้ทันรถไฟเที่ยวถัดไปเพราะขอเปลี่ยนตั๋วก็ไม่ได้ ระหว่างรอขึ้นรถเที่ยวถัดไปก็ไปเจอกันอาจารย์สาวชาวอเมริกันท่านหนึ่งจากรัฐแคลิฟอเนียที่พลาดรถไฟเพื่อไปประชุมยังเมือง Toledo ของสเปนเช่นกันเหตุเพราะเครื่องโทรศัพท์มือถือ iPhone ไม่ได้ปรับเวลาให้อัตโนมัติ เลยดูเวลาผิดไป 1 ชั่วโมง เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่าเชื่อเครื่องมืออิเล็กทรอนิคส์ให้เหลือบดูนาฬิกาซะหน่อยเพราะปกติสถานีขนส่งสาธารณะทุกที่จะมีนาฬิกาบอกเวลาเสมอๆ
ออกเดินทางจากมาดริดประมาณสิบโมงกว่าๆ ของวันที่ 17 ก.ค. พ.ศ. 2554 เห็นจะได้ ด้วยรถไฟ Renfe Trains ซึ่งเป็นบริษัทรถไฟที่วิ่งระหว่างเมืองหลักๆ ของสเปน รถไฟที่ค่อนข้างใหม่ สะอาด และสะดวกสบาย มีปลั๊กไฟให้บริการข้างที่นั่งผู้โดยสารทุกจุด รถไฟเดินทางผ่านเมืองต่างๆ มากมาย ภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ราบสูงแล้งแห้งมีไม้พุ่มเตี้ยขึ้นสลับกับพื้นที่เพาะปลูกและสวนมะกอกแซมเป็นระยะๆ ของมาดริดก็ค่อนเปลี่ยนไปเป็นพื้นสีเขียวชอุ่มและอากาศค่อนข้างเย็นสบาย ชุ่มชื้น (เดือนกรกฎาคมของที่นี่เป็นช่วงฤดูร้อน) โชคดีหน่อยที่มีผู้ร่วมเดินทางคนหนึ่งเป็นคุณลุงท่าทางใจดี แต่งตัวและพูดจาดีเดินทางมากับภรรยา พูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วมากเข้าใจว่าแกน่าจะเป็นชาวอังกฤษที่เกษีรณอายุและย้ายมาอาศัยอยู่ที่ประเทศสเปน ผมชวนแกคุยโน่นคุยนี่ไปเรื่อย แกและครอบครัวลงรถไฟที่สถานีก่อนถึงเมือง Vitoria-Gasteiz



ภูมิประเทศของสเปนระหว่างเดินทางจากมาดริดไปยังเมือง Vitoria-Gasteiz (ถ่ายเมื่อ 17 ก.ค. พ.ศ. 2554)



รถไฟเดินทางถึงเมือง Vitoria-Gasteiz เมื่อเวลาประมาณบ่ายสามโมง พอลงจากรถไฟก็พยายามจะหาทางไปยังที่พักซึ่งเป็นหอพักในมหาวิทยาลัย

The Residencia Tomás Alfaro เป็นห้องเดี่ยวมีห้องน้ำและห้องครัวในตัว ราคาคืนละ 35 ยูโร ยืนมองแผนที่อยู่นานทีเดียวเพื่อเดินทางไปยังที่พัก ดูจากแผนที่ก็เหมือนจะง่ายแต่เดินจริงๆ ก็หลงเหมือนกันนะ เลยคิดว่าควรจะถามใครสักแถวนั้นที่มีอายุไม่มากเพราะคิดว่าน่าจะพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง ปรากฎไม่มีใครให้ถามสักคน สุดท้ายเลยตัดสินใจเข้าไปถามยายแก่ๆ คนหนึ่งและยื่นแผนที่ให้ดูเผื่อว่าถ้าแกพูดไม่ได้ก็น่าจะชี้ทางไปที่พักได้ เปล่าเลยพออ้าปากพูดภาษาอังกฤษเท่านั้นแหละแกถึงกับวิ่งหนีและพูด No No!! พอเข้าไปถามอีกคนที่มีอายุน้อยหน่อยก็เดินหนีเช่นกัน ด้วยความพยายามครั้งสุดท้ายได้เจอกลุ่มเด็กวัยรุ่นหนุ่ม 3 นายพอพูดภาษาอังกฤษได้บ้างแต่ไม่ก็ยังสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง สุดท้ายเลยเดินพาผมมาส่งยังที่พักซะงั้น

หลังจากเข้าที่พักเรียบร้อยก็เดินสำรวจเมืองเล็กน้อยเพื่อหาตึกที่จัดการประชุมที่อยู่ไม่ไกลมากนักจากที่พัก และหาอะไรทานระหว่างทาง เข้าไปสำรวจห้างที่นี่เล็กน้อย ห้างสรรพสินค้าที่นี่มีสินค้าที่หลากหลายพอสมควร อาหารสดจะมีหลากหลายให้เลือก เวลาจ่ายตังค์ถ้าสังเกตุว่าทุกคนต้องซื้อถุงพลาสติกที่แคชเชียร์ด้วยไม่ได้ให้ฟรีเหมือนห้างในเมืองไทย แต่งงว่าไม่ยักกะมีคนนำถุงผ้ามาจ่ายตลาดด้วยจะได้ไม่ต้องเสียตังค์ค่าถุงพลาสติก สำรวจที่ทางได้สักพัก ถ่ายรูปนิดหน่อยก็เดินกลับที่พักพร้อมๆ กับห่อเชอรี่ราคาแสนถูก เพราะหน้าร้อนที่นี่เป็นหน้าเชอรี่ ราคาเลยถูกมากแพ็คละประมาณหนึ่งกิโลราคาแค่ 1 ยูโรกว่าๆ วันนั้นเลยกินเชอรี่สมใจอยาก ก่อนอาบน้ำอาบท่าแล้วเข้านอนตอนประมาณสี่ทุ่ม นอนลำบากมากมากเพราะช่วงหน้าร้อนเวลาสี่ทุ่มของที่นี่ยังสว่างอยูเลย กว่าจะหลับก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนแล้วตื่นอีกทีก็หกโมงเช้า


บรรดาผู้สูงอายุที่นี่ชอบเล่นเปตอง จากภาพถ่ายเมื่อเวลาประมาณบ่ายสี่โมงในส่วนสาธารณะแห่งหนึ่งใกล้กับที่พัก

รถรางไฟฟ้า Funicular ที่วิ่งให้บริการภายในเมือง Vitoria-Gasteiz
ถนนหนทาง อาคารบ้านเรือน และพื้นที่โดยทั่วไปค่อนข้างเป็นระเบียบและสะอาดสะอ้าน

บรรยากาศงานประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี ต้องขอขอบคุณ ดร. เบนจามิน โกเมซ-โมลิเนอร์ (Dr. Benjamín Gómez-Moliner) และคณะผู้จัดงานจากมหาวิทยาลัยบาสค์ (The University of the Basque Country: UPV/EHU) แม้ว่าจะไม่ใช่งานประชุมที่ใหญ่มากนักคือมีผู้ร่วมประชุมประมาณ 200 กว่าคน แต่การจัดงานก็ได้รับคำชมมากมายจากผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศในยุโรป การประชุมนี้เป็นการประชุมทุกๆ สองปี การประชุมครั้งต่อไปมีกำหนดการจะจัดขึ้นในปี พ.ศ. 2556 ที่หมู่เกาะ Azores หมู่เกาะในทะเลแอตแลนติกเหนือซึ่งอยู่ในการปกครองของประเทศโปรตุเกส

การประชุมครั้งนี้ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับงานเทคนิคงานวิจัยใหม่ๆ และได้รู้จักเพื่อนนักวิจัยด้านสังขะวิทยาจำนวนมาก ที่สำคัญได้พบกับนักวิจัยชาวตุรกีที่เคยเจอกันก่อนหน้านั้นที่งานประชุมวิชาการสังขะวิทยาที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อ 1 ปีที่แล้วคือปี พ.ศ. 2553 อาจารย์ท่านนี้ชื่อมาเรียเป็นอาจารย์ที่สอนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองอันตาเลีย (Antalya) ประเทศตุรกี ที่ประทับใจก็คือแกยังจำผมได้ดีเพราะผมช่วยบอกสถานที่ท่องเที่ยวที่เมืองไทยเมื่อ 1 ปีที่แล้ว แถมตอนท้ายแกบอกว่าถ้ามีโอกาสไปเที่ยวตุรกีอย่าลืมแวะไปทักทายแกได้มีมหาวิทยาลัย :)



วันเปิดการประชุมวันแรก วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554



ดร. อัลดริดจ์ (Dr. David Aldridge) จากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ประเทศอังกฤษหนึ่งใน Invited Speakers ที่มาบรรยายพิเศษในหัวข้อเกี่ยวกับการจัดการและควบคุมจำนวนประชากรของหอยสองฝาต่างถิ่นโดยใช้กระสุนชีวภาพ (biobullet) กรณีศึกษาประเทศอังกฤษ


ผมขึ้นนำเสนองานวิจัย (ในวันที่ 21 ก.ค. พ.ศ. 2554) เกี่ยวกับการควบคุมจำนวนประชากรของหอยเชอรี่ (Pomacea canaliculata) ในนาข้าวด้วยศัตรูธรรมชาติอย่างเช่นนกปากห่าง (Anastomus oscitans) ในเขตภาคกลางของประเทศไทย


ถ่ายรูปคู่กับอาจารย์ชาวตุรกี เราเคยเจอกันเมื่อปีที่แล้วที่งานประชุมวิชาการ World Congress of Malacology 2010 ระหว่างวันที่ 18-24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ที่จังหวัดภูเก็ต

ประชุมวิชาการ ณ เมืองบิโตเรีย-แกสไตซ์ (ตอนที่ 2)